Popular Post

ตอนที่3 โจรโพกผ้าเหลือง

By : Unknown

สามก๊กทุกฉบับที่มีมาในโลกล้วนเรียกกลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองว่าเป็น โจร ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการช่วยกันเหยียบย่ำซ้ำเติมและทำให้ความจริงผันแปรไปจากที่พึงเป็น 

            ความจริงโจรโพกผ้าเหลืองเป็นขบวนการกู้ชาติขบวนหนึ่งในยุคที่บ้านเมืองเป็นจลาจล ไม่ต่างกับขบวนการกู้ชาติของชาวนาในกรณีกบฏเขาเหลียงซาน หรือกบฏนักมวย แต่เมื่อขบวนการกู้ชาตินี้พ่ายแพ้ ก็ต้องถูกขนานนามว่าเป็นกบฏ และเป็นธรรมเนียมการเมืองจีนโบราณที่ต้องเหยียบย่ำซ้ำเติมผู้พ่ายแพ้ให้แบนติดดิน ดังนั้นขบวนการกู้ชาติขบวนนี้จึงถูกเหยียดหยามว่าเป็นเพียงกลุ่มโจรเท่านั้น 

เรื่องของโจรโพกผ้าเหลืองเริ่มต้นขึ้นที่"เมืองกิลกกุ๋น" ซึ่งเป็นดินแดนทางทิศใต้ของเมืองหลวง ในยุคพระเจ้าเลนเต้
ตำแหน่งเมืองกิลกกุ๋นในปัจจุบัน อยู่ในมณฑลเหอเป่ย


ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น
ปัจจุบันคืออำเภอผิงเซียง มณฑลเหอเป่ย แผนที่จาก google map

มีชายคนหนึ่งชื่อ เตียวก๊ก เป็นหมอยาแผนโบราณ ตั้งตนอยู่ในศีลธรรม มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ชอบช่วยเหลือราษฎร จึงเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านในถิ่นนั้นเป็นอันดี 
เตียวก๊ก
อยู่มาวันหนึ่งเตียวก๊กไปหาตัวยาบนภูเขา พบคนแก่คนหนึ่งผิวหน้านั้นเหมือนทารก จักษุนั้นเหลือง มือถือไม้เท้า คนนั้นพาเตียวก๊กเข้าไปในถ้ำ จึงให้หนังสือตำรา 3 ฉบับชื่อไทแผงเยาสุด แล้วว่าตำรานี้ท่านเอาไปช่วยทำนุบำรุงคนทั้งปวงให้อยู่เย็นเป็นสุข ถ้าตัวคิดร้ายมิซื่อตรงต่อแผ่นดิน ภัยอันตรายจักถึงตัว เตียวก๊กกราบไหว้แล้วจึงถามว่าท่านนี้ชื่อใด คนแก่นั้นจึงบอกว่าเราเป็นเทพยดา บอกแล้วก็เป็นลมหายไป 
            
ไทแผงเยาสุด 
เตียวก๊กกลับมาบ้านก็ลงมือศึกษาเล่าเรียนตำราทั้ง 3 เล่ม ปรากฏว่าเป็นตำราเรียกลม เรียกฝนเล่มหนึ่ง, เป็นตำราผูกพยนต์ หรือตำราปลุกเสกสิ่งของให้เป็นคน หรือเป็นสัตว์เล่มหนึ่ง และตำรารักษาโรคอีกเล่มหนึ่ง  

            เตียวก๊กศึกษาตำราทั้งสามเล่มแล้วก็ได้ใช้วิชารักษาโรครักษาชาวบ้าน ซึ่งทั้งหมดเป็นคนยากไร้ ไม่มีเงินค่ารักษาพยาบาล ไม่สามารถไปหาหมอหลวงหรือแพทย์ตามร้านหมอต่าง ๆ ได้ ชาวบ้านจึงพากันมาให้เตียวก๊กรักษาไข้เจ็บโรคภัยต่าง ๆ จนเป็นที่นับถือศรัทธาของชาวบ้านทั้งเมืองกิลกกุ๋น

ต่อมาห่าลงกินเมืองกิลกกุ๋น ชาวเมืองเกิดความไข้ล้มตายลงเป็นอันมาก ชาวเมืองกิลกกุ๋นจึงพากันไปหาเตียวก๊กให้ช่วยรักษาความไข้จากโรคห่า เตียวก๊กได้เขียนยันต์ตามตำราของเทพยดาแจกให้ชาวเมืองบำบัดความไข้ ความไข้นั้นก็หาย โรคห่าก็หมดสิ้นไป 

            ชาวเมืองจึงพากันมาฝากตัวเป็นศิษย์เตียวก๊กมากขึ้น ประกอบกับช่วงนั้นพวกขุนนาง ข้าราชการรีดนาทาเร้นราษฎรเพื่อเก็บส่วยส่งให้กับขันที และเพื่อความร่ำรวยของตนเอง จนบ้านเมืองอดอยากยากแค้น ทั้งข้าราชการ และพวกมาเฟียต่าง ๆ ได้ประพฤติตนเป็นโจรปล้นชิงวิ่งราวชาวบ้าน แพร่ขยายไปทุกตำบล ดังนั้นราษฎรจึงยิ่งหันเข้ามาพึ่งพาเตียวก๊กมากขึ้น 
ขบวนการอาสาป้องกันตนเองมากขึ้นทุกวัน จนขบวนการอาสาป้องกันตนเองเติบใหญ่ และขยายตัวไปยังเมืองต่าง ๆ อีก 7 เมือง รวมเป็น 8 เมือง คือเมือง กิลกกุ๋น, เฉงจิ๋ว, อิวจิ๋ว, ชิวจิ๋ว,   เกงจิ๋ว, ยังจิ๋ว, กุนจิ๋ว และ อิจิ๋ว ชาวเมืองทั้ง 8เมืองนี้นับถือศรัทธาเตียวก๊ก เขียนเอาชื่อเตียวก๊กไว้บูชาทุกบ้านเรือน

เมื่อขบวนการอาสาป้องกันตนเองเติบใหญ่เข้มแข็งขึ้นเช่นนี้ ก็มีความจำเป็นที่จะต้องจัดระบบการบริหารเพื่อควบคุมกองกำลังอาสาป้องกันตนเอง ดังนั้นเตียวก๊กจึงแต่งตั้งให้ศิษย์ที่ไว้ใจเป็นหัวหน้าขบวนการสาขาเรียกว่า นายบ้าน ถึง 30 ตำบล ตำบลใหญ่มีกำลังติดอาวุธประมาณหมื่นเศษ ตำบลเล็กมีกำลังติดอาวุธ 6-7 พันคน จัดตั้งกำลังแบบกองทหาร มีธงสำหรับรบศึกทุกตำบล 

            เมื่อมีผู้คนมาเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก และจัดตั้งขบวนเป็นกองทัพฉะนี้แล้ว บรรดาลูกศิษย์ลูกหาของเตียวก๊กก็ยุยงส่งเสริมให้เตียวก๊กกอบกู้ฟื้นฟูชาติบ้านเมือง ให้ราษฎรได้ร่มเย็นเป็นสุข 

             เตียวก๊กฟังแล้วยังไม่ตัดสินใจประการใด แต่ปรากฏการณ์ที่ได้พบเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็คือ การกดขี่ข่มเหงราษฎรของฝ่ายขุนนางและข้าราชการ และการเบียดเบียนปล้นชิงวิ่งราวที่ขยายตัวลุกลามไปอย่างกว้างขวางนั้น ทำให้ความคิดเตียวก๊กโน้มไปในทางที่เห็นว่า ข้อเสนอของลูกศิษย์เป็นข้อเสนอที่เข้าท่า 

เตียวก๊กเมื่อถูกลูกศิษย์ยุยงหนักเข้าก็ตกลงใจเห็นด้วย จึงตั้งตนเองเป็นพระยา เปลี่ยนขบวนการอาสาป้องกันตนเองเป็นขบวนการกู้ชาติ แล้วสร้างข่าวลือทั้ง 8 เมืองว่า แผ่นดินจะผันแปรปรวนไปแล้ว จะมีผู้มีบุญมาครองแผ่นดินใหม่ บ้านเมืองจะเป็นสุข แล้วให้เอาปูนขาวเขียนเป็นอักษรไว้ที่บ้านเรือน 2 คำว่า ปีชวดบ้านเมืองจะเป็นสุข 

            นี่เป็นธรรมดาของอำนาจวาสนาที่เข้าครอบงำบุคคลใดแล้ว ก็จะทำให้บุคคลนั้นเป็นคนขี้ลืม คือลืมความหลัง ลืมเรื่องเก่า ลืมมิตรเก่า เตียวก๊กที่ถูกลูกยุและอำนาจวาสนาครอบงำแล้วเช่นนี้ จึงลืมคำของเทพยดาที่เคยเตือนไว้ตอนมอบตำรา 3 เล่มว่า ถ้าตัวคิดร้ายมิซื่อตรงต่อแผ่นดิน ภัยอันตรายจะถึงตัว 

เมื่อเตรียมการดั่งนี้แล้วก็จำเป็นอยู่เองที่ต้องประสานงานในเมืองหลวงเพื่อทำการใหญ่สืบไป ดังนั้นเตียวก๊กจึงมอบหมายให้ลูกน้องชื่อ ม้าอ้วนยี่ ไปติดสินบนฮองสี ขันที ซึ่งเป็นคนหนึ่งในสิบขันที ให้ทำการเป็นไส้ศึกในเมืองหลวง
ม้าอ้วนยี่
เตียวก๊กนั้นมีน้องชายอยู่สองคนชื่อเตียวโป้และเตียวเหลียง ได้รับมอบหมายให้เป็นรองหัวหน้าขบวนการ ดังนั้นเมื่อจะทำการกอบกู้ฟื้นฟูชาติ เตียวก๊กจึงสอนน้องว่า บัดนี้เราจะทำการใหญ่เพื่อการกอบกู้ฟื้นฟูชาติ ถ้าจะคิดอ่านการสิ่งใดจงเอาใจไพร่เป็นประมาณ
                                                                                                                เตียวโป้                                                         เตียวเหลียง

เตียวก๊กได้บอกน้องทั้งสองคนว่าบัดนี้การพร้อมแล้ว ควรจะคิดเอาแผ่นดิน มิฉะนั้นแล้วก็จะเสียการไป น้องทั้งสองคนก็เห็นด้วย จากนั้นจึงเตรียมกำลังรบพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ไว้พร้อมเพื่อเตรียมเคลื่อนทัพเข้ายึดเมืองหลวง           

หลังจากเตรียมการพร้อมแล้ว เตียวก๊กจึงใช้ให้ลูกศิษย์ชื่อ ตองจิ๋ว ถือหนังสือลับไปบอกฮองสีขันที เพื่อเตรียมการด้านราชสำนักให้เกิดจลาจลวุ่นวายขึ้น สอดคล้องกับการศึกจากภายนอก แต่ตองจิ๋วเปลี่ยนใจกลับนำหนังสือลับนั้นไปให้ขุนนางกราบทูลพระเจ้าเลนเต้ ความศึกจึงแตก เพราะศิษย์ขายอาจารย์ผู้นี้ 
พระเจ้าเลนเต้ทราบความแล้วจึงให้ โฮจิ๋น ผู้บัญชาการกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นพี่เมียและไต่เต้าเข้าสู่ตำแหน่งด้วยอาศัยความร่วมมือและประนีประนอมกับสิบขันที นำทหารไปจับม้าอ้วนยี่ ซึ่งเป็นคนเดินสารติดสินบนฮองสีขันทีมาประหาร 
โฮจิ๋น
            ในขณะเดียวกันก็มีรับสั่งให้จับฮองสีขันที มาพิจารณาโทษพร้อมกันด้วย แต่เนื่องจากการทั้งนี้สิบขันทีย่อมรู้เห็นเป็นใจอยู่ด้วย ดังนั้นจึงคิดอ่านช่วยเหลือพรรคพวกให้ผ่อนหนักเป็นเบา 

เมื่อกำจัดไส้ศึกแล้ว พระเจ้าเลนเต้จึงโปรดให้มีตราไปทุกหัวเมืองว่า ถ้าผู้ใดมีฝีมือกล้าหาญ ให้ช่วยกันจับโจรโพกผ้าเหลืองแล้วจะปูนบำเหน็จให้เป็นขุนนาง และมีพระบรมราชโองการตั้งให้ โลติด เป็นแม่ทัพ ให้ โลจิ๋น เป็นที่ปรึกษา ให้ ฮองฮูสง เป็นทัพรอง และให้ จูฮี เป็นทัพหนุน แยกขบวนทัพออกเข้าตีขบวนการกู้ชาติเป็นสามด้าน 

  โลติด                      ฮองฮูสง                       จูฮี   
ฝ่ายเตียวก๊กเมื่อทราบข่าวว่าความลับแตก และเมืองหลวงแต่งทัพยกมาเป็นสามด้าน ก็ประกาศตัวกู้ชาติโดยเปิดเผย ตั้งตัวเองเป็นเจ้าพระยาสวรรค์ ตั้งเตียวโป้ผู้น้องเป็น เจ้าพระยาแผ่นดิน และตั้งเตียวเหลียงผู้น้องสุดท้องเป็น เจ้าพระยามนุษย์ ให้รื้อเกล้ามวยซึ่งเป็นธรรมเนียมการเกล้ามวยในยุคนั้น แล้วสยายผม เอาผ้าเหลืองโพกศีรษะเป็นสำคัญ 

            เตียวก๊กได้ชุมนุมพลประกาศกู้ชาติ และให้กำลังใจปลุกระดมกำลังพลว่า บัดนี้แผ่นดินจะสาบสูญฉิบหายแล้ว ผู้มีบุญจะมาเสวยสมบัติใหม่ คนทั้งปวงจงทำตามคำเทพยดาทำนายเถิด จะได้อยู่เย็นเป็นสุขพร้อมมูลกัน 

เมื่อประกาศตัวขบวนการกอบกู้ชาติอย่างเป็นทางการแล้ว  เตียวก๊กก็สั่งให้จัดกองทัพกำลังพลห้าสิบหมื่น อาวุธยุทโธปกรณ์พร้อมสรรพ ตั้งตัวเองเป็นแม่ทัพใหญ่ เตียวโป้และเตียวเหลียงผู้น้องเป็นแม่ทัพรองและแม่ทัพหนุนโดยลำดับ แล้วสั่งให้เคลื่อนทัพเข้ายึดหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อเตรียมยึดเมืองหลวงต่อไป 


กำลังพลห้าสิบหมื่นของกองทัพเตียวก๊กครั้งนี้ แม้ยังมิใช่กำลังรบทั้งหมดที่มีอยู่แต่ก็ต้องนับว่าเป็นกองทัพขนาดใหญ่ คือมีขนาดใหญ่กว่ากำลังพลของกองทัพไทยในปัจจุบันนี้ถึงสองเท่า จะเรียกกองทัพเช่นนี้ว่า โจร ได้อย่างไร ดังนั้นการเรียกกลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองจึงออกจะไม่เป็นธรรมและไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เพราะเป็นเรื่องการเหยียบย่ำทางการเมืองดังที่กล่าวข้างต้นนั้น

            ศึกใหญ่ระหว่างกองทัพจากเมืองหลวงที่บัญชาการโดย โลติด แม่ทัพใหญ่ กับกองทัพของขบวนการกอบกู้ชาติ ที่บัญชาการโดย เตียวก๊ก แม่ทัพใหญ่ และมีกำลังพลถึงห้าแสนคนจึงระเบิดขึ้น กลายเป็นสงครามโจรโพกผ้าเหลืองนับแต่บัดนั้น......


เนื้อเรื่องบางส่วนจาก
สามก๊กฉบับคนขายชาติ

ตอนที่2 ยุคขันทีกินเมือง

By : Unknown

         นิมิตและลางจากสวรรค์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ก่อให้เกิดความประหวั่นพรั่นพรึงในหมู่อาณาประชาราษฎร พระเจ้าเลนเต้เองก็ทรงสังเกตเห็นปรากฏการณ์ที่ผิดปกติ จึงทรงตรัสถามขึ้นในที่ประชุมเหล่าขุนนางว่า นิมิตวิปริตดั่งนี้จะดีร้ายประการใด  

            ปรากฏว่าไม่มีใครยอมตอบว่า  นิมิตวิปริต นั้น ว่าจะดีร้ายและหมายความว่าประการใด เหล่าขุนนางต่างนิ่งเงียบเป็นเป่าสาก และอาการนิ่งเงียบเป็นเป่าสากของเหล่าขุนนางนี้ควรจะต้องถือว่าเป็น นิมิตวิปริต ที่เกิดขึ้นในราชสำนัก เช่นเดียวกับ นิมิตวิปริต ที่เกิดขึ้นแต่ธรรมชาติ เพราะเหล่าขุนนางทั้งปวงนั้นย่อมมีวิสัยที่ชอบเพ็ดทูล และมักจะแข่งแย่งกันเพ็ดทูลเพื่อหาความดีความชอบ และเพื่อแสดงภูมิรู้แห่งตนให้เป็นที่ประจักษ์ 

            

            หลังพระเจ้าเลนเต้เสด็จขึ้นแล้ว ก็มีขุนนางชื่อ ยีหลง ทำหนังสือลับกราบทูลพระเจ้าเลนเต้ว่า เหตุทั้งปวงนี้เพราะขันทีประพฤติล่วงพระราชอาญา จึงเกิด   นิมิตให้พระองค์ปรากฎ การที่ยีหลงต้องทำเป็นหนังสือลับ ประกอบกับอาการเงียบเป็นเป่าสากของเหล่าขุนนางนั้น เป็นอาการที่บ่งบอกว่าคนรอบข้างของพระเจ้าเลนเต้ ซึ่งก็คือขันทีประพฤติล่วงพระราชอาญา คิดกันกระทำการหยาบช้าต่าง ๆ และควบคุมราชสำนักไว้ได้โดยสิ้นเชิง และเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปในเหล่าขุนนาง

            อันขันทีนั้น คือคนใช้ของพระเจ้าแผ่นดิน หากยามใดที่พระเจ้าแผ่นดินเข้มแข็ง ขันทีก็มีฐานะเป็นคนรับใช้ แต่ยามใดที่พระเจ้าแผ่นดินอ่อนแอเหลวไหล ขันทีก็จะมีฐานะเป็นคนใช้พระเจ้าแผ่นดิน คือใช้ให้พระเจ้าแผ่นดินทำอะไรได้ตามใจชอบ
เตียวเหยียง

            พระเจ้าเลนเต้เองถูกเลี้ยงโดยขันที ดังนั้นเมื่อครองราชย์แล้ว จึงทรงยกย่องขันทีคนหนึ่งชื่อ เตียวเหยียง เป็นบิดาบุญธรรม และเพราะเหตุที่ถูกเลี้ยงดูโดยขันที ดังนั้นจึงมีความใกล้ชิดสนิทสนมไว้เนื้อเชื่อใจขันทีเป็นพิเศษ มีความเคารพยำเกรงขันทีเป็นพิเศษ  ขันทีที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมในลักษณะเช่นนี้ มีอยู่สิบคน ซึ่งสามก๊กเรียกว่า สิบขันที คือเทาเจียด, เตียวต๋ง, เตียวเหยียง, ฮองสี, ต๋วนกุย,เหาลำ, เกียนสิด, เห้หุย, ก๊กเสง และเชียกง 

เทาเจียด
             ในจำนวนขันทีสิบคนนี้ได้ยกย่องให้เทาเจียดเป็นหัวหน้า ในขณะที่เตียวเหยียงเป็นคนที่พระเจ้าเลนเต้เคารพและยำเกรงเป็นพิเศษในฐานะที่ทรงยกย่องเป็นบิดาบุญธรรม ความจริงชื่อของบุคคลในสามก๊กมีเป็นจำนวนมาก ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจดต้องจำ แต่การจะไม่กล่าวถึงชื่อขันทีทั้งสิบคนเห็นจะไม่ได้ เพราะเป็นตัวละครสำคัญที่เป็นต้นตอทำให้แผ่นดินเกิดจลาจลวุ่นวายแล้วแตกเป็นสามก๊ก ทั้งเป็นตัวละครที่ก่อปัญหาวุ่นวายถึงสองรัชกาล  ขันทีทั้งสิบคนได้ร่วมคิด ร่วมมือกันครอบงำอำนาจบริหารของพระเจ้าเลนเต้ อย่างสิ้นเชิง กิจการภายในราชสำนักทั้งปวงขึ้นอยู่กับความคิดความเห็นของขันทีทั้งสิบคน จึงเป็นเหตุให้เหล่าขุนนางทั้งปวง เกรงกลัวไม่กล้ากระทำการหรือเพ็ดทูลสิ่งใดให้เป็นที่ขัดใจของขันที 

ขุนนางคนใดแสดงอาการให้เห็นว่าไม่เป็นพวก ไม่เคารพ หรือไม่ยำเกรง ก็จะถูกสิบขันทีแกล้งเพ็จทูลให้พระเจ้าเลนเต้ถอดออกจากตำแหน่ง หรือโยกย้ายไปทำราชการในถิ่นทุรกันดาร หรืออาจถูกเพ็ดทูลให้ลงโทษประหาร 

            หนังสือราชการที่หัวเมืองต่าง ๆ รายงานเข้ามายังราชสำนักจะถูกกลั่นกรองโดยขันทีเสียชั้นหนึ่งก่อน หนังสือออกจากราชสำนักรวมถึงพระบรมราชโองการต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นจากความคิดความเห็นของขันที จัดทำโดยเหล่าขันที และจัดส่งไปยังหัวเมืองต่าง ๆ โดยคนของขันที เป็นหนทางให้ลูกน้องของขันทีได้ค่าน้ำร้อนน้ำชาอีกทางหนึ่ง


           การแต่งตั้งเจ้าเมืองไปครองเมืองต่าง ๆ ขันทีก็จะเรียกเอาสินบนทุกเมืองไป คนใดไม่ยอมให้สินบนแก่ขันทีก็จะถูกกลั่นแกล้ง ในชั้นต้นอาจจะแกล้งไม่ให้ได้รับแต่งตั้ง หากขัดขวางในชั้นนี้ไม่ได้ ในภายหลังก็จะกลั่นแกล้งเพ็จทูลเอาเป็นโทษ ซึ่งอาจจะเป็นโทษปลดออกจากราชการ หรือโทษถึงลงพระราชอาญา หากข้อหาหนักก็ต้องถูกประหาร 

            เจ้าเมืองคนใดยอมอยู่ในอำนาจ ขันทีก็จะจัดส่งคนไปเรียกเก็บส่วยทุกปี และจำนวนส่วยก็จะเพิ่มขึ้นทุกปีดุจกัน เจ้าเมืองบางคนในระยะแรกสามารถทนกับระบบส่วยได้ แต่นานไปทนแรงส่วยไม่ไหวก็ต้องลาออกเพราะขืนทนรับราชการต่อไปก็ต้องถูกปลด ถูกถอดหรือต้องโทษ 

            ค่าภาษีต่าง ๆ ที่หัวเมืองจัดเก็บส่งเข้าเมืองหลวงตามปกติก็ถูกขันทีชักส่วนแบ่งตั้งแต่ร้อยละ 10 หนักเข้าก็ชักส่วนแบ่งถึงร้อยละ 50 ทำให้รายได้ของแผ่นดินไม่พอเพียงกับรายจ่าย เป็นเหตุให้พระเจ้าเลนเต้ต้องขึ้นภาษีเอากับราษฎรบ่อยครั้ง  จึงกล่าวได้ว่าราษฎรในยุคสมัยของพระเจ้าเลนเต้ถูกขูดรีดภาษีหนักที่สุด ด้านหนึ่งหนักเพราะการฉ้อราษฎร์บังหลวงของเหล่าขันทีและขุนนางที่เป็นพวก ด้านหนึ่งหนักเพราะรายจ่ายเพิ่มมากขึ้นเพื่อบำรุงบำเรอความสุข และเพื่อจัดส่วนแบ่งให้แก่ขันทีและขุนนาง
            
เมื่อขุนนางข้าราชการทั้งในเมืองหลวงและหัวเมืองต้องจ่ายเงินค่าส่วยสินบน และมีความรั่วไหลเกิดขึ้นในงบประมาณแผ่นดินมากมายเช่นนี้ ราษฎรก็ถูกรีดนาทาเร้นหนักขึ้นทุกวัน ราษฎรกลายเป็นคนยากจนและยากไร้ ไม่มีที่ทำกิน และไม่มีกิน จนต้องปล้นชิงวิ่งราวกันทั่วทั้งแผ่นดิน 


            หนักเข้าข้าราชการทั้งในเมืองหลวงและในหัวเมืองต่างประพฤติตนเป็นโจร ปล้นชิงวิ่งราวเสียเองอย่างหนึ่ง เลี้ยงโจรให้ปล้นชิงวิ่งราวมาแบ่งกันอย่างหนึ่ง ค้าของหนีภาษี ค้าของเถื่อนอย่างหนึ่ง และเอาที่หลวง เอาประโยชน์ของหลวงไปทำมาหากิน ไปแสวงหาประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง คดีความทั้งปวงก็ตัดสินไปตามน้ำหนักของเงินสินบน ขาวถูกกลับเป็นดำ ดำถูกกลับเป็นขาว ความเดือดร้อนจลาจลจึงเกิดขึ้นทั้งแผ่นดิน โดยที่ไม่มีใครกล้าพูด กล้ากราบทูล 
            

            พระเจ้าเลนเต้เห็นหนังสือลับของยีหลงแล้ว ก็ทอดพระทัย มิได้ตรัสประการใด แต่ขันทีทราบความเข้าก็ผูกอาฆาตยีหลง เพราะเห็นว่าเป็นการกราบทูลที่จะทำให้พวกตนเสียหาย และแสร้งเพ็ดทูลเสียใหม่ว่าการทั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากฉลองพระองค์เก่า เพราะทรงมานาน ดังนั้นเพื่อความเป็นสิริมงคลของประเทศและราษฎรจึงต้องเปลี่ยนฉลองพระองค์ใหม่ พระเจ้าเลนเต้ก็กระทำตามคำแนะนำนั้น 

            หลังเหตุการณ์นี้แล้วสิบขันทีได้กราบทูลยุยงฮ่องเต้ให้ปลดยีหลงออกจากราชการไปทำไร่ไถนา ณ ภูมิลำเนาเดิม

            สิบขันทียิ่งมีอำนาจวาสนามากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งกำเริบเสิบสานมากขึ้น ในที่สุดได้กราบทูลให้พระเจ้าเลนเต้แต่งตั้งคณะสิบขันทีเป็นเซียงสี หรือเป็น องคมนตรี ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาราชการแผ่นดินหรือนัยหนึ่งก็คือ คนใช้ฮ่องเต้ แต่บางแห่งแปลโดยความหมายว่าเป็นตำแหน่งหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน




เนื้อเรื่องบางส่วนจาก
สามก๊กฉบับคนขายชาติ

ตอนที่1 กลียุค

By : Unknown

         เมื่อ จิ๋นซีฮ่องเต้ ในราชวงศ์ฉินสิ้นพระชนม์ลง อำนาจของราชวงศ์ฉินนั้นลดถอยลง มีการลุกฮือจากประชาชนและบรรดาเชื้อสายเจ้าผู้ครองแคว้นเดิม มีการตั้งตัวเป็นใหญ่ในทุกหัวระแหงของแผ่นดิน หลิวปัง ก็เป็นหนึ่งในคนที่เพาะสร้างอำนาจขึ้นจากขุมกำลังเล็ก ๆ ต่อมาได้เปิดศึกแย่งชิงบัลลังก์กับ เซี่ยงหวี่ การศึกครั้งนั้นได้รับการขนานนามว่า "สงครามฉู่ฮั่น" กินเวลานาน 4 ปี จนกระทั่งถึงปี 202 ก่อนคริสตศักราช หลิวปัง ได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาด ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์จักรพรรดิ์ สถาปนาราชวงศ์ฮั่น 
                
จิ๋นซีฮ่องเต้
หลิวปัง หรือ พระเจ้าฮั่นโกโจ
เซี่ยงหวี่
                    



        



                                                                                                          
            พระเจ้าฮั่นโกโจและพระราชวงศ์ได้ครองราชย์สมบัติต่อ ๆ มา ถึง 12 องค์
    
  ตอนปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ขุนนางชื่อ อองมัง ชิงราชสมบัติตั้งตนขึ้นเป็นเจ้าครองแผ่นดิน ก่อตั้งราชวงศ์ซินขึ้น และ จัดระเบียบการปกครองใหม่ ทำให้ประชาชนรู้สึกไม่พอใจ เกิดเป็นกบฏชาวนาในพื้นที่ต่าง ๆ อยู่ถึง 18 ปี ก็มีเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าฮั่นโกโจชื่อ ฮั่นกองบู๊ ชิงราชสมบัติกลับคืนได้ เสวยราชย์สืบเชื้อพระวงศ์ต่อมาอีก12 องค์ จึงเป็นอันสิ้นสุดราชวงศ์ฮั่น
                                               
                                                  อองมัง
ฮั่นกองบู๊
        ฮ่องเต้องค์ที่สามก่อนสิ้นราชวงศ์ฮั่นทรงพระนามว่า ฮั่นเต้ คงจะเป็นหมัน จึงไม่มีพระราชบุตรสืบสันตติวงศ์ แต่แทนที่จะยกเอาเชื้อพระวงศ์ผู้มีสติปัญญาคนหนึ่งคนใดขึ้นเป็นมหาอุปราช เพื่อเตรียมสืบราชวงศ์ต่อไป กลับไปขอลูกชาวบ้านมาเลี้ยง ตั้งเป็นพระราชบุตร แล้วโปรดให้ขันทีเลี้ยงดูมาแต่น้อย ต่อมาทรงสถาปนาเป็นที่รัชทายาท  การกระทำผิดธรรมเนียมประเพณีในการปกครองแผ่นดินของฮั่นเต้คือเหตุสำคัญที่ทำให้ราชวงศ์ฮั่นดับสูญ และราชบัลลังก์ตกเป็นสิทธิแก่คนอื่น 

            ดังนั้นเลนเต้จึงไม่ใช่เชื้อพระราชวงศ์ฮั่น เป็นลูกกาฝาก หากจะกล่าวถึงที่สุดแล้วก็ย่อมกล่าวได้ว่าราชวงศ์ฮั่นได้หมดสิ้นไปตั้งแต่ยุคสมัยของพระเจ้าฮั่นเต้แล้ว ราชบัลลังก์หลังจากนั้นตกได้แก่คนแซ่อื่น เลนเต้ลูกชาวบ้าน เมื่อได้ดิบได้ดีเป็นรัชทายาทก็ถือตัวว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ฮั่นไปด้วย ครั้นได้เสวยราชย์ทรงพระนามว่า “พระเจ้าเลนเต้

พระเจ้าเลนเต้
           แต่สันดานชาติเชื้อที่มิใช่เผ่าวงศ์กษัตริย์ และอัธยาศัยที่ถูกสร้างสม มาจากการเลี้ยงดูของขันทียังคงติดตัวมาจึงกำเริบขึ้น

             ครั้นพระเจ้าเลนเต้เสวยราชย์ได้สิบสองปี พระเจ้าเลนเต้ประทับ ณ  พระที่นั่งอุ่นต๊กเตี้ยน เวลาเที่ยงเกิดอาเพศใหญ่ขึ้นในบ้านเมือง เป็นสัญญาณจากสวรรค์ที่บ่งบอกว่า แผ่นดินเกิดกลียุค

              ณ เวลานั้นเพลาเที่ยงเกิดลมพายุหนัก มีงูสีเขียวตัวใหญ่ตกลงมาพันอยู่ที่เท้าพระเก้าอี้ พระเจ้าเลนเต้ตกพระทัย กระทั่งสิ้นพระสติ พักหนึ่งงูใหญ่ก็หายไปแล้วเกิดฟ้าร้องฝนตกห่าใหญ่ ลูกเห็บขนาดใหญ่ตกบ้านเรือนราษฎรพังทะลาย พระตำหนักถูกพายุลูกเห็บพัดพังหลายตำหนัก จนถึงเที่ยงคืนฝนจึงหยุด หลังจากนั้นอีก 4 ปี ณ เดือนยี่ เมืองลกเอี๋ยงซึ่งเป็นเมืองหลวงเกิดแผ่นดินไหว น้ำทะเลเกิดคลื่นใหญ่ท่วมบ้านเมือง และบ้านเรือนราษฎรถูกน้ำพัดพาหายไปเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์แปลกปละหลาดอีกอย่าง คือ "ไก่ตัวเมียสามารถขันได้กลายเป็นไก่ตัวผู้"


          ถัดมาในเดือน 6 ขึ้นค่ำหนึ่งเกิดควันเพลิงพุ่งขึ้นไปสูง 20 วา แล้วพุ่งเข้าไปในพระที่นั่งอุ่นต๊กเตี้ยน รุ่งเดือน 7 เกิดรัศมีรุ้งตกในพระบรมมหาราชวัง ภูเขารันซัวแตกทลายลง

ดาวจระเข้ดวงที่เป็นตำแหน่งของพระมหากษัตริย์สีแดงเศร้าหมองและริบหรี่คล้ายกับจะดับสูญ 

            นิมิตและลางลักษณะนี้ถือว่า เป็นนิมิตและลางร้ายที่จะเกิดกลียุคขึ้นในบ้านเมืองนับเป็นอาเพศที่มีผลกระทบต่อบ้านเมือง กระทบต่อผู้มีอำนาจปกครองบ้านเมืองและราษฎรเป็นส่วนรวม




เนื้อเรื่องบางส่วนจาก
สามก๊กฉบับคนขายชาติ

- Copyright © Paradise Cruise - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -