Popular Post

ตอนที่4 คำสาบานในสวนท้อ

By : Unknown
เมื่อหัวเมืองต่าง ๆ ได้รับตราพระบรมราชโองการของพระเจ้าเลนเต้ที่ว่า ถ้าผู้ใดมีฝีมือกล้าหาญ ให้ช่วยกันจับโจรโพกผ้าเหลือง ได้แล้วจะปูนบำเหน็จให้เป็นขุนนาง แล้ว หัวเมืองต่าง ๆ ก็ได้ออกประกาศรับสมัครผู้มีฝีมือกล้าหาญเข้าเป็นทหารเพื่อปราบโจรโพกผ้าเหลืองต่อไป 

            เมืองตุ้นก้วนเป็นเมืองหนึ่งที่ได้ออกประกาศรับสมัครผู้มีฝีมือกล้าหาญตามพระบรมราชโองการนั้น เมื่อประกาศรับอาสาสมัครติดตามที่สาธารณะทั่วไปแล้ว ชาวเมืองก็พากันไปห้อมล้อมมุงดูประกาศนั้นทั่วทุกแห่ง 
            
ในจำนวนนั้นมีชายผู้หนึ่ง ลักษณะรูปใหญ่สมบูรณ์ สูงประมาณห้าศอกเศษ หูยานถึงบ่า มือยาวถึงเข่า หน้าขาวดังสีหยก สีปากแดงดังชาดแต้ม จักษุชำเลืองไปเห็นหู ได้ยืนในฝูงจีนมุงดูประกาศดังกล่าวด้วย ดูไปแล้วก็ถอนใจใหญ่
เล่าปี่
บุรุษนี้นาม เล่าปี่ เป็นบุตรเล่าเหง แลเล่าเหงนั้นเป็นเชื้อวงศ์พระเจ้าฮั่นเกงเต้ ซึ่งเป็นกษัตริย์ในวงศ์ของพระเจ้าฮั่นโกโจ เล่าปี่จึงนับเนื่องเป็นเชื้อพระวงศ์ในพระราชวงศ์ฮั่น เมื่อน้อยนั้นเล่าปี่มีชื่อว่า เหี้ยนเต็ก มีสติปัญญาและน้ำใจงาม ความโกรธ ความยินดีมิได้ปรากฏออกมาภายนอก มีความเอื้ออารี มีเพื่อนฝูงมาก จิตใจกว้างขวาง เล่าเหงตายเสียตั้งแต่เล่าปี่ยังเล็ก เหลือแต่ภรรยา 

            
เล่าปี่มีใจกตัญญู เลี้ยงดูมารดามิให้อนาทร แต่เป็นคนเข็ญใจไร้ทรัพย์ ทอเสื่อขายเลี้ยงชีวิต เมื่ออายุได้ 15 ปี ก็ได้สำนักเรียนวิชากับอาจารย์มีชื่อในถิ่นนั้น  ชื่อว่า เต้เหี้ยน มีเพื่อนสนิทสองคน คนหนึ่งชื่อ โลติด (บางตำราว่าเป็นอาจารย์) ซึ่งต่อมาพระเจ้าเลนเต้โปรดให้เป็นแม่ทัพปราบโจรโพกผ้าเหลืองดังที่ได้กล่าวแล้วในตอนก่อน ส่วนอีกคนหนึ่งชื่อว่า กองซุนจ้าน ต่อมาได้รับราชการเป็นขุนนางและเป็นเจ้าเมืองเล็ก ๆ อีกเมืองหนึ่ง 


            
           เล่าปี่ในวัยเด็กไม่ค่อยสนใจการศึกษาเล่าเรียน เพราะมัวเอาแต่คบหาเพื่อนฝูง และประพฤติตนเป็นหัวหน้ามาตั้งแต่อายุยังน้อย จะทำการสิ่งใดก็จะได้รับการยกย่องจากเพื่อนฝูงให้เป็นหัวหน้าตลอดมา 

            
บ้านของเล่าปี่อยู่ที่หมู่บ้าน เล่าซองฉุน ข้างบ้านมีต้นหม่อนใหญ่สูงประมาณ 8 วา มีกิ่งเป็นพุ่มคล้ายดังฉัตร ซินแสคนหนึ่งผ่านมาเห็นภูมิทำเลที่ตั้งบ้านของเล่าปี่และต้นหม่อนนี้แล้วทำนายว่าบ้านนี้มีผู้มีบุญอยู่ ต่อไปจะได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน 

            
อยู่มาวันหนึ่งเล่าปี่เล่นอยู่กับเพื่อนเด็ก ๆ ก็ได้กล่าวกับเพื่อน ๆ ว่า วันใดที่กูได้เป็นเจ้า กูจะเอาต้นหม่อนนี้ไปทำเศวตฉัตรกั้น 

               
                 เล่าอ้วนกีผู้เป็นอาได้ยินคำกล่าวของเล่าปี่ที่กล่าวกับเพื่อนแล้ว เห็นประหลาดนักที่เด็กในวัยนั้นจะกล่าวความใหญ่ถึงเพียงนี้ จึงเกิดความเชื่อว่าเล่าปี่จะเป็นผู้มีบุญใหญ่เป็นมั่นคง จึงได้ตั้งใจทำนุบำรุงให้เงินทองแก่เล่าปี่เนือง ๆ 

            
ลักษณะของต้นหม่อนที่ว่านี้จะผิดไปจากพุ่มของต้นหม่อนตามปกติ ซึ่งจะมีลักษณะเป็นพุ่มคล้ายกับต้นลำไย แต่ต้นหม่อนที่บ้านเล่าปี่กลับมีลักษณะคล้ายกับพุ่มต้นตะขบ คือเป็นพุ่มดังฉัตรเป็นชั้น ๆ เหตุนี้เมื่อประกอบเข้ากับฮวงจุ้ยหรือภูมิสถาปัตย์บ้านของเล่าปี่แล้ว ซินแสจึงทำนายว่าเป็นบ้านของผู้มีบุญสถิตอยู่ 

สิ้นเสียงถอนหายใจของเล่าปี่ก็มีเสียงชายคนหนึ่งดังมาจากข้างหลังว่า เป็นผู้ชายไม่ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินแล้ว สิมาทอดใจใหญ่

เตียวหุย
เล่าปี่หันหลังเหลียวไปดู เห็นผู้นั้น สูงประมาณห้าศอก ศีรษะเหมือนเสือ จักษุกลมใหญ่ คางพองโต เสียงดั่งฟ้าร้อง กิริยาดั่งม้าควบ เห็นผิดประหลาด จึงถามว่าท่านนี้ชื่อใด ชายนั้นตอบว่าเราชื่อ เตียวหุย บ้านอยู่ตุ้นก้วน มีทรัพย์สินเงินทอง ไร่นาเป็นอันมาก มีร้านขายสุกร สุรา และอาหาร เราพอใจคบเพื่อนฝูงซึ่งมีสติปัญญา เห็นท่านดูประกาศรับอาสาสมัครแล้วทอดใจใหญ่ จึงทักเพื่อจะได้รู้ความในใจ 


เล่าปี่ตอบว่าเราเป็นเชื้อพระวงศ์พระเจ้าฮั่นเกงเต้ เห็นประกาศข่าวโจรโพกผ้าเหลืองมาทำอันตรายแผ่นดินจึงคิดจะอาสาแผ่นดินไปปราบโจร แต่ขัดสนด้วยกำลังทรัพย์น้อย คิดการไม่ตลอด จึงทอดใจใหญ่ เตียวหุยจึงว่าเรื่องเพียงเท่านี้จะร้อนใจไปใย เพราะใจเราเองนั้นก็ต้องการอาสาชาติบ้านเมืองตรงกัน ว่าแล้วก็เชิญเล่าปี่ไปนั่งดื่มสุราด้วยกัน คิดอ่านร่วมกันเพื่อจะเชิญชาวเมืองที่มีฝีมือกล้าหาญมาเข้าร่วมเพื่อไปปราบโจร 



ในขณะที่เล่าปี่ เตียวหุย นั่งดื่มสุราด้วยกันนั้น ก็มีชายอีกคนหนึ่งขับเกวียนมาถึงหน้าร้านสุรา เร่งให้เจ้าของร้านรีบเอาสุรามาเสิร์ฟ บอกว่ากินแล้วจะรีบไปอาสาแผ่นดิน เล่าปี่เห็นชายผู้นี้มีลักษณะดึงดูดใจ สูงประมาณหกศอก หนวดยาวประมาณศอกเศษ หน้าแดงดังผลพุทราสุก ปากแดงดังชาดแต้ม คิ้วดังตัวไหม จักษุยาวดังนกการเวก”  จึงเชิญชายผู้นั้นร่วมวงดื่มสุราด้วยแล้วถามว่าท่านนี้ชื่อใด 
กวนอู
ชายนั้นตอบว่าเราชื่อ กวนอู บ้านอยู่เมืองไก่เหลียง ที่หมู่บ้านของเรามีนายทุนท้องถิ่นร้ายกาจข่มเหงคนทั้งปวงจึงฆ่าเสีย แล้วหลบหนีทางการไปเที่ยวอยู่หลายหัวเมือง บัดนี้ได้ข่าวบ้านเมืองรับอาสาสมัครไปปราบโจร จึงหวังมาอาสาแผ่นดิน 

            
เล่าปี่จึงแนะนำให้กวนอูรู้จักกับเตียวหุย แล้วว่าเรากับเตียวหุยนั้นมีใจตรงกัน เดือดร้อนด้วยอาณาประชาราษฎรที่ถูกโจรโพกผ้าเหลืองทำร้ายแผ่นดิน จึงตกลงกันว่าจะร่วมกันไปปราบโจร ดังนั้นเมื่อท่านกับเรามีน้ำใจต่อบ้านเมืองตรงกันฉะนี้แล้ว จงมาร่วมมือกันช่วยชาติ เพื่อให้เกิดความสงบสุขสืบไป 

            
กวนอูได้ฟังคำเชิญก็ดีใจ เตียวหุยซึ่งมีฐานะดีกว่าเพื่อน และมีร้านค้าอยู่ใกล้ตลาดจึงกล่าวว่า เราทั้งสามคนมีความคิดต้องกัน ขอเชิญท่านทั้งสองไปที่บ้าน เพราะที่บ้านของเรานั้นมีสวนท้อ เป็นที่สงบสงัด ดอกยี่โถก็บานสวยงามเป็นอันมาก หากไม่รังเกียจเราจะสาบานเป็นพี่น้องร่วมกันต่อหน้าเทพยดาเพื่อจะได้ทำการใหญ่สืบไป 


 เล่าปี่ กวนอู มีน้ำใจยินดีที่จะร่วมสาบานเป็นพี่น้องร่วมกับเตียวหุย จึงพากันไปที่บ้านของเตียวหุย ดื่มสุราอาหารกันเป็นที่สำราญใจตลอดคืน 

ครั้นรุ่งขึ้นเตียวหุยจึงสั่งให้พ่อบ้านจัดเตรียมพิธีบูชาเทพยดาฟ้าดินเพื่อสาบานเป็นพี่น้องร่วมกับเล่าปี่ และกวนอู ให้ จัดม้าขาว กระบือดำ แลธูปเทียนสิ่งของทั้งปวง ตั้งการพิธีขึ้นในสวนท้อด้านหลังบ้าน 

            
หลังจากจุดธูปเทียนบูชาเทพยดาฟ้าดินแล้ว ทั้งสามคนจึงได้ตั้งสัตย์สาบานต่อกันเบื้องหน้าเทพยดาฟ้าดินว่า ข้าพเจ้าเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ทั้งสามคนนี้อยู่ต่างเมือง วันนี้ได้มาพบกัน จะตั้งสัตย์สบถเป็นพี่น้องร่วมท้องกัน เป็นน้ำใจเดียว ซื่อสัตย์ต่อกันสืบไปจนวันตาย จะได้ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุข ถ้ามีภัยอันตรายสิ่งใด แลรบศึกเสียที ข้าพเจ้ามิได้ทิ้งกัน จะแก้กันกว่าจะตายทั้งสาม แลความสัตย์นี้ ข้าพเจ้าได้สาบานต่อหน้าเทพยดาทั้งปวงจงเป็นทิพย์พยาน ถ้าสืบไปภายหน้าข้าพเจ้าทั้งสามมิได้ซื่อตรงต่อกัน ขอให้เทพยดาสังหารผลาญชีวิตให้ประจักษ์แก่ตาโลก 


เสร็จพิธีร่วมน้ำสาบานเป็นพี่น้องเดียวกันแล้ว ทั้งสามคนจึงนับอายุไล่เรียงกันดูปรากฏว่าเล่าปี่มีอายุ 25 ปี มากกว่าเพื่อน กวนอูมีอายุเป็นรอง และเตียวหุยอายุน้อยที่สุด จึงเรียกเล่าปี่เป็นพี่ใหญ่ กวนอูเป็นน้องกลาง และเตียวหุยเป็นน้องเล็ก 

           
เตียวหุยได้จัดเลี้ยงฉลอง คำสาบานแห่งสวนท้อ โดยเชิญเพื่อนบ้านและชายฉกรรจ์จำนวนมากมาร่วมงานเลี้ยงในเย็นวันนั้น และได้เกลี้ยกล่อมชาวบ้านซึ่งกล้าหาญเพื่อร่วมกันไปปราบโจรได้ถึง 300 คน จัดเตรียมเครื่องศาสตราวุธพร้อม  


            ขณะนั้นมีพ่อค้าม้าชื่อ เตียวสิเผง และ เล่าสง ต้อนม้าเข้ามาในหมู่บ้าน ชาวบ้านแนะนำให้รู้จักกับเล่าปี่ พ่อค้าม้าทั้งสองได้ทราบเจตนารมย์ของเล่าปี่ก็มีความยินดี สนับสนุนการอาสาปราบโจรของคณะเล่าปี่ และกล่าวว่าเราเป็นพ่อค้าม้ามาหลายปี บัดนี้ไปมาค้าขายไม่ได้ เพราะพบโจรเที่ยวตีชิงวิ่งราว จึงต้องนำม้ากลับเข้ามาในหมู่บ้าน เล่าปี่จึงแจ้งแก่พ่อค้าม้าทั้งสองว่าเราสามคนสาบานเป็นพี่น้องกัน เพื่อจะทำการใหญ่ให้ปรากฎไว้ในแผ่นดิน และได้เกลี้ยกล่อมผู้กล้าหาญได้แล้วถึง 300 คน ตั้งใจจะไปปราบโจร เพื่อสร้างความสงบสุขสันติ ให้ราษฎรได้ทำมาค้าขายได้เป็นปกติ 

            
พ่อค้าม้าทั้งสองก็มีความยินดีแล้วกล่าวว่าความคิดของท่านต้องด้วยความคิดของเรา เราจะสนับสนุนตามกำลังของเราอย่างเต็มที่ ว่าแล้วก็จัดม้า 50 ตัว กับเงิน 500 ตำลึง เหล็ก 100 หาบ มอบให้แก่เล่าปี่  เล่าปี่ได้ทุนก้อนแรกในการตั้งตัวจึงขอบคุณพ่อค้าม้าทั้งสองเป็นอันมาก เพราะคณะอาสาของเล่าปี่แม้มีอาวุธพร้อมแล้ว แต่ยังขาดม้าและเงินทุนสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการปราบโจร การสนับสนุนของพ่อค้าม้าทั้งสองจึงทำให้คณะอาสาของเล่าปี่มีความพร้อมรบมากขึ้น 


            คณะอาสาของเล่าปี่เห็นว่าเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย มีบุคลิกลักษณะประหลาดกว่าคนทั้งปวง สมควรจะมีอาวุธคู่กายเป็นพิเศษ
เล่าปี่เห็นชอบด้วยจึงได้จัดให้ช่างเหล็กฝีมือดีมาตีเป็นกระบี่สองเล่มสำหรับตัว ส่วนของกวนอูนั้นให้ช่างเหล็กตีเป็นง้าวยาว 11 ศอก หนัก 82 ชั่ง ส่วนของเตียวหุยให้ตีเป็นทวนยาว 10 ศอก หนัก 85 ชั่ง แล้วให้ทำเครื่องเกราะแลอานม้าสำหรับรบครบทั้งสามคน 

            
สามก๊กฉบับบริวิทเทเลอร์ได้กล่าวถึงง้าวของกวนอูว่าทำด้วยเหล็กพิเศษสีดำสนิทดังนิล และมีชื่อเฉพาะว่า ง้าวนิลนาคะ แต่ฉบับของไทยไม่ปรากฏชื่อ 

           
ดูน้ำหนักง้าว 82 ชั่ง หรือประมาณ 49 กิโลกรัม และน้ำหนักทวนหนัก 85 ชั่งหรือประมาณ 51 กิโลกรัมแล้ว ก็เห็นได้ชัดว่ามีน้ำหนักมากเหลือประมาณ หากเทียบกับคนรูปร่างขนาดในปัจจุบันแล้ว คงจะแบกน้ำหนักอาวุธนี้ไม่ได้ แต่สำหรับกวนอูนั้น สูงถึงหกศอก หรือสองเมตรครึ่ง ในขณะที่เตียวหุยสูงห้าศอก หรือสองเมตรเศษ จัดเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้คนจีนโบราณจะมีรูปร่างขนาดใหญ่กว่าคนในยุคปัจจุบัน แต่กวนอู เตียวหุย ก็ยังคงมีรูปร่างขนาดใหญ่กว่าคนอื่นในยุคเดียวกัน 
        
หลังจากเตรียมพร้อมแล้ว เล่าปี่ยังได้เกลี้ยกล่อมชายฉกรรจ์เข้าร่วมขบวนการเพิ่มขึ้นอีก ทำให้กองกำลังอาสาของเล่าปี่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 500 คน แล้วพากันไปหา เล่าเอี๋ยน เจ้าเมืองตุ้นก้วน ซึ่งแซ่เดียวกับเล่าปี่ เพื่ออาสาไปรบกับโจร       
เล่าเอี๋ยน
  เล่าเอี๋ยนได้ยินว่าเป็นแซ่เดียวกันก็ยินดีนัก รับเล่าปี่เป็นหลานชาย แล้วจัดที่พักอาศัยให้คณะอาสาของเล่าปี่เพื่อเตรียมการไปปราบโจรต่อไป      
           
เล่าปี่ได้เคลื่อนตัวเข้าสู่กระแสแห่งอำนาจเป็นครั้งแรกด้วยประการฉะนี้

เนื้อเรื่องบางส่วนจาก
สามก๊กฉบับคนขายชาติ

           



ตอนที่3 โจรโพกผ้าเหลือง

By : Unknown

สามก๊กทุกฉบับที่มีมาในโลกล้วนเรียกกลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองว่าเป็น โจร ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการช่วยกันเหยียบย่ำซ้ำเติมและทำให้ความจริงผันแปรไปจากที่พึงเป็น 

            ความจริงโจรโพกผ้าเหลืองเป็นขบวนการกู้ชาติขบวนหนึ่งในยุคที่บ้านเมืองเป็นจลาจล ไม่ต่างกับขบวนการกู้ชาติของชาวนาในกรณีกบฏเขาเหลียงซาน หรือกบฏนักมวย แต่เมื่อขบวนการกู้ชาตินี้พ่ายแพ้ ก็ต้องถูกขนานนามว่าเป็นกบฏ และเป็นธรรมเนียมการเมืองจีนโบราณที่ต้องเหยียบย่ำซ้ำเติมผู้พ่ายแพ้ให้แบนติดดิน ดังนั้นขบวนการกู้ชาติขบวนนี้จึงถูกเหยียดหยามว่าเป็นเพียงกลุ่มโจรเท่านั้น 

เรื่องของโจรโพกผ้าเหลืองเริ่มต้นขึ้นที่"เมืองกิลกกุ๋น" ซึ่งเป็นดินแดนทางทิศใต้ของเมืองหลวง ในยุคพระเจ้าเลนเต้
ตำแหน่งเมืองกิลกกุ๋นในปัจจุบัน อยู่ในมณฑลเหอเป่ย


ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น
ปัจจุบันคืออำเภอผิงเซียง มณฑลเหอเป่ย แผนที่จาก google map

มีชายคนหนึ่งชื่อ เตียวก๊ก เป็นหมอยาแผนโบราณ ตั้งตนอยู่ในศีลธรรม มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ชอบช่วยเหลือราษฎร จึงเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านในถิ่นนั้นเป็นอันดี 
เตียวก๊ก
อยู่มาวันหนึ่งเตียวก๊กไปหาตัวยาบนภูเขา พบคนแก่คนหนึ่งผิวหน้านั้นเหมือนทารก จักษุนั้นเหลือง มือถือไม้เท้า คนนั้นพาเตียวก๊กเข้าไปในถ้ำ จึงให้หนังสือตำรา 3 ฉบับชื่อไทแผงเยาสุด แล้วว่าตำรานี้ท่านเอาไปช่วยทำนุบำรุงคนทั้งปวงให้อยู่เย็นเป็นสุข ถ้าตัวคิดร้ายมิซื่อตรงต่อแผ่นดิน ภัยอันตรายจักถึงตัว เตียวก๊กกราบไหว้แล้วจึงถามว่าท่านนี้ชื่อใด คนแก่นั้นจึงบอกว่าเราเป็นเทพยดา บอกแล้วก็เป็นลมหายไป 
            
ไทแผงเยาสุด 
เตียวก๊กกลับมาบ้านก็ลงมือศึกษาเล่าเรียนตำราทั้ง 3 เล่ม ปรากฏว่าเป็นตำราเรียกลม เรียกฝนเล่มหนึ่ง, เป็นตำราผูกพยนต์ หรือตำราปลุกเสกสิ่งของให้เป็นคน หรือเป็นสัตว์เล่มหนึ่ง และตำรารักษาโรคอีกเล่มหนึ่ง  

            เตียวก๊กศึกษาตำราทั้งสามเล่มแล้วก็ได้ใช้วิชารักษาโรครักษาชาวบ้าน ซึ่งทั้งหมดเป็นคนยากไร้ ไม่มีเงินค่ารักษาพยาบาล ไม่สามารถไปหาหมอหลวงหรือแพทย์ตามร้านหมอต่าง ๆ ได้ ชาวบ้านจึงพากันมาให้เตียวก๊กรักษาไข้เจ็บโรคภัยต่าง ๆ จนเป็นที่นับถือศรัทธาของชาวบ้านทั้งเมืองกิลกกุ๋น

ต่อมาห่าลงกินเมืองกิลกกุ๋น ชาวเมืองเกิดความไข้ล้มตายลงเป็นอันมาก ชาวเมืองกิลกกุ๋นจึงพากันไปหาเตียวก๊กให้ช่วยรักษาความไข้จากโรคห่า เตียวก๊กได้เขียนยันต์ตามตำราของเทพยดาแจกให้ชาวเมืองบำบัดความไข้ ความไข้นั้นก็หาย โรคห่าก็หมดสิ้นไป 

            ชาวเมืองจึงพากันมาฝากตัวเป็นศิษย์เตียวก๊กมากขึ้น ประกอบกับช่วงนั้นพวกขุนนาง ข้าราชการรีดนาทาเร้นราษฎรเพื่อเก็บส่วยส่งให้กับขันที และเพื่อความร่ำรวยของตนเอง จนบ้านเมืองอดอยากยากแค้น ทั้งข้าราชการ และพวกมาเฟียต่าง ๆ ได้ประพฤติตนเป็นโจรปล้นชิงวิ่งราวชาวบ้าน แพร่ขยายไปทุกตำบล ดังนั้นราษฎรจึงยิ่งหันเข้ามาพึ่งพาเตียวก๊กมากขึ้น 
ขบวนการอาสาป้องกันตนเองมากขึ้นทุกวัน จนขบวนการอาสาป้องกันตนเองเติบใหญ่ และขยายตัวไปยังเมืองต่าง ๆ อีก 7 เมือง รวมเป็น 8 เมือง คือเมือง กิลกกุ๋น, เฉงจิ๋ว, อิวจิ๋ว, ชิวจิ๋ว,   เกงจิ๋ว, ยังจิ๋ว, กุนจิ๋ว และ อิจิ๋ว ชาวเมืองทั้ง 8เมืองนี้นับถือศรัทธาเตียวก๊ก เขียนเอาชื่อเตียวก๊กไว้บูชาทุกบ้านเรือน

เมื่อขบวนการอาสาป้องกันตนเองเติบใหญ่เข้มแข็งขึ้นเช่นนี้ ก็มีความจำเป็นที่จะต้องจัดระบบการบริหารเพื่อควบคุมกองกำลังอาสาป้องกันตนเอง ดังนั้นเตียวก๊กจึงแต่งตั้งให้ศิษย์ที่ไว้ใจเป็นหัวหน้าขบวนการสาขาเรียกว่า นายบ้าน ถึง 30 ตำบล ตำบลใหญ่มีกำลังติดอาวุธประมาณหมื่นเศษ ตำบลเล็กมีกำลังติดอาวุธ 6-7 พันคน จัดตั้งกำลังแบบกองทหาร มีธงสำหรับรบศึกทุกตำบล 

            เมื่อมีผู้คนมาเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก และจัดตั้งขบวนเป็นกองทัพฉะนี้แล้ว บรรดาลูกศิษย์ลูกหาของเตียวก๊กก็ยุยงส่งเสริมให้เตียวก๊กกอบกู้ฟื้นฟูชาติบ้านเมือง ให้ราษฎรได้ร่มเย็นเป็นสุข 

             เตียวก๊กฟังแล้วยังไม่ตัดสินใจประการใด แต่ปรากฏการณ์ที่ได้พบเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็คือ การกดขี่ข่มเหงราษฎรของฝ่ายขุนนางและข้าราชการ และการเบียดเบียนปล้นชิงวิ่งราวที่ขยายตัวลุกลามไปอย่างกว้างขวางนั้น ทำให้ความคิดเตียวก๊กโน้มไปในทางที่เห็นว่า ข้อเสนอของลูกศิษย์เป็นข้อเสนอที่เข้าท่า 

เตียวก๊กเมื่อถูกลูกศิษย์ยุยงหนักเข้าก็ตกลงใจเห็นด้วย จึงตั้งตนเองเป็นพระยา เปลี่ยนขบวนการอาสาป้องกันตนเองเป็นขบวนการกู้ชาติ แล้วสร้างข่าวลือทั้ง 8 เมืองว่า แผ่นดินจะผันแปรปรวนไปแล้ว จะมีผู้มีบุญมาครองแผ่นดินใหม่ บ้านเมืองจะเป็นสุข แล้วให้เอาปูนขาวเขียนเป็นอักษรไว้ที่บ้านเรือน 2 คำว่า ปีชวดบ้านเมืองจะเป็นสุข 

            นี่เป็นธรรมดาของอำนาจวาสนาที่เข้าครอบงำบุคคลใดแล้ว ก็จะทำให้บุคคลนั้นเป็นคนขี้ลืม คือลืมความหลัง ลืมเรื่องเก่า ลืมมิตรเก่า เตียวก๊กที่ถูกลูกยุและอำนาจวาสนาครอบงำแล้วเช่นนี้ จึงลืมคำของเทพยดาที่เคยเตือนไว้ตอนมอบตำรา 3 เล่มว่า ถ้าตัวคิดร้ายมิซื่อตรงต่อแผ่นดิน ภัยอันตรายจะถึงตัว 

เมื่อเตรียมการดั่งนี้แล้วก็จำเป็นอยู่เองที่ต้องประสานงานในเมืองหลวงเพื่อทำการใหญ่สืบไป ดังนั้นเตียวก๊กจึงมอบหมายให้ลูกน้องชื่อ ม้าอ้วนยี่ ไปติดสินบนฮองสี ขันที ซึ่งเป็นคนหนึ่งในสิบขันที ให้ทำการเป็นไส้ศึกในเมืองหลวง
ม้าอ้วนยี่
เตียวก๊กนั้นมีน้องชายอยู่สองคนชื่อเตียวโป้และเตียวเหลียง ได้รับมอบหมายให้เป็นรองหัวหน้าขบวนการ ดังนั้นเมื่อจะทำการกอบกู้ฟื้นฟูชาติ เตียวก๊กจึงสอนน้องว่า บัดนี้เราจะทำการใหญ่เพื่อการกอบกู้ฟื้นฟูชาติ ถ้าจะคิดอ่านการสิ่งใดจงเอาใจไพร่เป็นประมาณ
                                                                                                                เตียวโป้                                                         เตียวเหลียง

เตียวก๊กได้บอกน้องทั้งสองคนว่าบัดนี้การพร้อมแล้ว ควรจะคิดเอาแผ่นดิน มิฉะนั้นแล้วก็จะเสียการไป น้องทั้งสองคนก็เห็นด้วย จากนั้นจึงเตรียมกำลังรบพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ไว้พร้อมเพื่อเตรียมเคลื่อนทัพเข้ายึดเมืองหลวง           

หลังจากเตรียมการพร้อมแล้ว เตียวก๊กจึงใช้ให้ลูกศิษย์ชื่อ ตองจิ๋ว ถือหนังสือลับไปบอกฮองสีขันที เพื่อเตรียมการด้านราชสำนักให้เกิดจลาจลวุ่นวายขึ้น สอดคล้องกับการศึกจากภายนอก แต่ตองจิ๋วเปลี่ยนใจกลับนำหนังสือลับนั้นไปให้ขุนนางกราบทูลพระเจ้าเลนเต้ ความศึกจึงแตก เพราะศิษย์ขายอาจารย์ผู้นี้ 
พระเจ้าเลนเต้ทราบความแล้วจึงให้ โฮจิ๋น ผู้บัญชาการกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นพี่เมียและไต่เต้าเข้าสู่ตำแหน่งด้วยอาศัยความร่วมมือและประนีประนอมกับสิบขันที นำทหารไปจับม้าอ้วนยี่ ซึ่งเป็นคนเดินสารติดสินบนฮองสีขันทีมาประหาร 
โฮจิ๋น
            ในขณะเดียวกันก็มีรับสั่งให้จับฮองสีขันที มาพิจารณาโทษพร้อมกันด้วย แต่เนื่องจากการทั้งนี้สิบขันทีย่อมรู้เห็นเป็นใจอยู่ด้วย ดังนั้นจึงคิดอ่านช่วยเหลือพรรคพวกให้ผ่อนหนักเป็นเบา 

เมื่อกำจัดไส้ศึกแล้ว พระเจ้าเลนเต้จึงโปรดให้มีตราไปทุกหัวเมืองว่า ถ้าผู้ใดมีฝีมือกล้าหาญ ให้ช่วยกันจับโจรโพกผ้าเหลืองแล้วจะปูนบำเหน็จให้เป็นขุนนาง และมีพระบรมราชโองการตั้งให้ โลติด เป็นแม่ทัพ ให้ โลจิ๋น เป็นที่ปรึกษา ให้ ฮองฮูสง เป็นทัพรอง และให้ จูฮี เป็นทัพหนุน แยกขบวนทัพออกเข้าตีขบวนการกู้ชาติเป็นสามด้าน 

  โลติด                      ฮองฮูสง                       จูฮี   
ฝ่ายเตียวก๊กเมื่อทราบข่าวว่าความลับแตก และเมืองหลวงแต่งทัพยกมาเป็นสามด้าน ก็ประกาศตัวกู้ชาติโดยเปิดเผย ตั้งตัวเองเป็นเจ้าพระยาสวรรค์ ตั้งเตียวโป้ผู้น้องเป็น เจ้าพระยาแผ่นดิน และตั้งเตียวเหลียงผู้น้องสุดท้องเป็น เจ้าพระยามนุษย์ ให้รื้อเกล้ามวยซึ่งเป็นธรรมเนียมการเกล้ามวยในยุคนั้น แล้วสยายผม เอาผ้าเหลืองโพกศีรษะเป็นสำคัญ 

            เตียวก๊กได้ชุมนุมพลประกาศกู้ชาติ และให้กำลังใจปลุกระดมกำลังพลว่า บัดนี้แผ่นดินจะสาบสูญฉิบหายแล้ว ผู้มีบุญจะมาเสวยสมบัติใหม่ คนทั้งปวงจงทำตามคำเทพยดาทำนายเถิด จะได้อยู่เย็นเป็นสุขพร้อมมูลกัน 

เมื่อประกาศตัวขบวนการกอบกู้ชาติอย่างเป็นทางการแล้ว  เตียวก๊กก็สั่งให้จัดกองทัพกำลังพลห้าสิบหมื่น อาวุธยุทโธปกรณ์พร้อมสรรพ ตั้งตัวเองเป็นแม่ทัพใหญ่ เตียวโป้และเตียวเหลียงผู้น้องเป็นแม่ทัพรองและแม่ทัพหนุนโดยลำดับ แล้วสั่งให้เคลื่อนทัพเข้ายึดหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อเตรียมยึดเมืองหลวงต่อไป 


กำลังพลห้าสิบหมื่นของกองทัพเตียวก๊กครั้งนี้ แม้ยังมิใช่กำลังรบทั้งหมดที่มีอยู่แต่ก็ต้องนับว่าเป็นกองทัพขนาดใหญ่ คือมีขนาดใหญ่กว่ากำลังพลของกองทัพไทยในปัจจุบันนี้ถึงสองเท่า จะเรียกกองทัพเช่นนี้ว่า โจร ได้อย่างไร ดังนั้นการเรียกกลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองจึงออกจะไม่เป็นธรรมและไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เพราะเป็นเรื่องการเหยียบย่ำทางการเมืองดังที่กล่าวข้างต้นนั้น

            ศึกใหญ่ระหว่างกองทัพจากเมืองหลวงที่บัญชาการโดย โลติด แม่ทัพใหญ่ กับกองทัพของขบวนการกอบกู้ชาติ ที่บัญชาการโดย เตียวก๊ก แม่ทัพใหญ่ และมีกำลังพลถึงห้าแสนคนจึงระเบิดขึ้น กลายเป็นสงครามโจรโพกผ้าเหลืองนับแต่บัดนั้น......


เนื้อเรื่องบางส่วนจาก
สามก๊กฉบับคนขายชาติ

- Copyright © Paradise Cruise - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -